คิดจะค้ำประกัน ต้องคิดให้ดี ก่อนจะเป็นหนี้แทนคนอื่น
ก่อนที่จะไปค้ำประกันเงินกู้ให้ใคร ต้องคิดให้ถี่ถ้วน ประเมินสถานการณ์ตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นหนี้แทนคนอื่นได้
เมื่อมีคนมาขอความช่วยเหลือด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการยืมเงิน หรือให้เราไปเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรืออะไรก็ตาม ก่อนที่เราจะตัดสินใจค้ำประกันให้ใครต้องคิดให้ดีอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับตัวเราและครอบครัวในภายหลัง
ซึ่งการเป็น ผู้ค้ำประกันเงินกู้ ต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดการชำระหนี้ ผู้ค้ำประกัน จะกลายเป็นคนที่จะต้องมาชดใช้หนี้แทน ดังนั้น ก่อนจะไปค้ำประกันให้ใคร ต้องเข้าใจถึงสิทธิ์ และผลผูกพันในการเซ็นสัญญาค้ำประกันให้กับผู้อื่น
ข้อควรคำนึงก่อนตัดสินใจค้ำประกันเงินกู้
1.ถามวัตถุประสงค์ของการค้ำประกันเงินกู้
เราควรถามรายละเอียดต่าง ๆ จากคนที่จะให้เราไปเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ว่าไปกู้เพื่ออะไร เหตุใดจึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากเรา
2.ประเมินศักยภาพในการชำระหนี้
เราต้องประเมินศักยภาพการชำระหนี้ของคนที่จะให้เราไปค้ำประกันให้ หากเรารู้อยู่แล้วว่าเขาไม่สามารถจ่ายหนี้ ก็มีโอกาสสูงที่เราจะต้องรับผิดชอบแทน
3.ประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง
สิ่งแรกที่ต้องคิด คือ ถ้าเราช่วยเขา เราจะมีโอกาสกลายเป็นคนที่เดือดร้อนไปด้วยอีกคนหรือไม่ หากเขาเบี้ยวหนี้เราจะจ่ายแทนไหวไหม เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือกระทบเงินเก็บยามฉุกเฉินของเรา
4.วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ ความวิตกกังวล และความเครียดสะสม ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาบั่นทอนในการทำงานและการใช้ชีวิต
5.ปรึกษาครอบครัว
ให้คนในครอบครัวรับรู้ ร่วมคิดและร่วมตัดสินใจ เพราะบางครั้ง ความคิดเห็นของครอบครัวอาจทำให้เราได้มุมมองที่ไม่เคยนึกถึง และหากครอบครัวไม่เห็นด้วย ก็ควรเคารพการตัดสินใจ และปฏิเสธการให้ยืมเงิน หรือค้ำประกันเงินกู้ไป
หมอแนะ 5 วิธีป้องกันอันตรายจากคนเสพยาเสพติด ที่พ่อแม่ คนใกล้ชิดควรทำ
ข้อควรรู้ก่อนคำประกันให้คนอื่น
-อ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนว่าลูกหนี้ชำระหนี้ได้
-จะเซ็นค้ำประกันต้องทำเป็นหนังสือและลายมือชื่อของคู่สัญญา
-อ่านสัญญาก่อนทุกครั้ง ห้ามเซ็นสัญญา ที่เขียนว่า "ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้"
-ผู้ค้ำประกันจะรับผิดแทนลูกหนี้ ตามที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น
-หากเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ลูกหนี้เท่าไร ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันก็ลดลงเท่านั้น
-หากข้อตกลงในสัญญาเป็นภาระให้กับผู้ค้ำประกันเกินสมควร ข้อตกลงนั้นจะเป็นโมฆะ
-ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ เมื่อยื่นขอชำระหนี้ตามกำหนดเวลา แต่เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับการชำระหนี้นั้น
-ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ หากเจ้าหนี้ยอมขยายเวลาผ่อนหนี้แก่ลูกหนี้
-ผู้ค้ำประกันไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าทวงถาม หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้
-หลังชำระหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามวงเงินที่ชำระแทน พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายอื่นๆ
-เจ้าหนี้ต้องเรียกร้องจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงสามารถเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้
ดังนั้น ก่อนที่จะลงชื่อในสัญญาค้ำประกันใด ๆ ก็ตาม ควรอ่านรายละเอียดในสัญญาให้ครบถ้วนก่อนลงชื่อทุกครั้ง ว่าเป็นการค้ำประกันหนี้อะไร จำนวนเท่าไร เป็นไปตามที่ตกลงหรือไม่ รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของการค้ำประกันเงินกู้ แล้วอย่าลืม เก็บสำเนาสัญญาหนังสือค้ำประกันเงินกู้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ทราบถึงสิทธิ์และขอบเขตความรับผิดชอบจากการค้ำประกันเงินกู้ตามสัญญา
ที่มา ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, กองปราบปราม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB